Golden Goal ความทรงจำสีทองของโลกฟุตบอล

สีทองคือสีอันเป็นตัวแทนแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย ตั้งแต่โบราณกาลมาแทบทุกชาติพันธุ์ต่างยกให้สีที่มีความแวววาวนี้อยู่บนจุดสูงสุดเป็นราชันย์อยู่เหนือเฉดสีทั้งมวล ทองคำถูกนำไปใช้ในพิธีการเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาทำเป็นเครื่องใช้เครื่องประดับของบุคคลชั้นสูง นั่นเองเป็นเหตุให้นักกวีนิยมนำเอาทองคำไปเปรียบเทียบแทนคำที่สื่อความหมายในด้านความล้ำค่าอยู่เสมอ ในวงการฟุตบอลเองก็เคยมีการนำเอาทองคำไปเปรียบเทียบในหลาย ๆ แง่ เช่น รางวัลลูกบอลทองคำ รองเท้าทองคำ ไปจนถึงถ้วยรางวัลทองคำแท้ แต่การพูดถึงทองคำในวงการฟุตบอลหลาย ๆ คนกลับนึกไปถึงอีกหนึ่งสิ่งที่ตราตรึงใจแฟนบอลมาตลอด นั่นก็คือ Golden Goal หรือกฏประตูทองนั่นเอง

กฎประตูทองนี้เคยมีชื่อเดิมว่า Sudden Death เคยถูกใช้ในวงการฟุตบอลอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นวิธีการตัดสินผลการแข่งขันในฟุตบอลแบบทัวร์นาเม้นต์ รายละเอียดก็ไม่มีอะไรมาก แค่หากผลการแข่งขันในเวลา 90 นาทีทั้งสองทีมไม่สามารถเอาชนะกันได้จะมีการต่อเวลาออกไปอีกสองครึ่ง ครึ่งละ 15 นาที ระหว่างสามสิบนาทีนั้นหากมีทีมหนึ่งทีมใดสามารถทำประตูได้จะเป็นผู้ชนะไปเลยโดยไม่ต้องเล่นต่อในเวลาที่เหลือ อภิสิทธิ์ของประตูนี้ให้ความรู้สึกสูงค่าและนำมาซึ่งชื่อสุดคลาสสิคอย่าง Golden Goal แต่ถ้าหากครบ 90+30 หรือ 120 นาทีแล้วทั้งสองทีมยังทำประตูชี้ขาดผลการแข่งขันกันไม่ได้อีกก็จะต้องไปวัดกันที่การดวลลูกโทษ เริ่มแรกในการนำกฏประตูทองมาใช้หลายฝ่ายค่อนข้างเห็นด้วยและรู้สึกว่าเกมฟุตบอลตื่นเต้นเร้าใจสนุกสนานขึ้น ตรงกับความต้องการของฟีฟ่าที่อยากคั่นมินิเกมเข้าไปเพราะเห็นว่าหลังครบ 90 นาทีแล้วไปวัดกันด้วยการเตะจุดโทษเลยเป็นตอนจบที่ทุกฝ่ายรู้สึกค้างคาใจ ในขณะเดียวกันการให้ผู้เล่นลงไปฟาดแข้งครบ 120 นาทีเลยก็เกรงจะเป็นการบั่นทอนร่างกายของนักกีฬามากเกินไป

ถึงจุดหนึ่งการมีประตู Golden Goal กลับกลายเป็นอะไรที่สร้างภาระให้กับนักกีฬามากกว่าที่ฟีฟ่าคิด นักกีฬาประสบทั้งภาวะความกดดัน โหมใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อการทำประตูแค่ลูกเดียวก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ บ่อยครั้งที่นักกีฬาเป็นตะคริวต้องหยุดเกมเพื่อปฐมพยาบาลกัน ระหว่างนั้นก็มีการประท้วงของทีมที่เสียประโยชน์ว่ากฏนี้ไม่แฟร์เพราะหากได้เล่นต่อในเวลาที่เหลือผลการแข่งขันอาจจะออกมาอีกแบบก็เป็นได้ ซึ่งหลังจากนั้นฟีฟ่าจึงได้ทดลองใช้กฏที่เรียกว่า Silver Goal และ Bronzen Goal ในรายการแข่งขันบางรายการ กฏซิลเวอร์ โกลนี้ไม่เหมือนโกลเด้นโกลตรงที่จะเล่นครบเวลาในแต่ละครึ่ง หากมีการทำประตูได้ในครึ่งเวลาไหนก็ตามจะเล่นต่อไปจนจบครึ่งแล้วยกผลประโยชน์ให้ทีมที่ยิงประตูมากกว่าไปเลย ในขณะที่กฏประตูทองแดงจะเล่นครบ 30 นาทีเต็มในช่วงต่อเวลาไม่ว่าทีมไหนจะยิงประตูได้ก่อนหรือนำจนจบครึ่งเวลาก็ยังไม่เป็นผู้ชนะจนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดทีมใดทำประตูได้มากกว่าจึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะไป หากยังเอาชนะกันไม่ได้ค่อยไปจบที่การดวลจุดโทษ หลังจากได้สัมผัสกฏ Bronzen Goal นักฟุตบอลทั้งวงการลงความเห็นขัดใจแฟนบอลผู้นิยมความมันระดับสิบว่าพวกเขาขอเล่นเต็มเวลาดีกว่าเพราะกฏโกลเด้น โกลนั้นโหดร้ายเกินไปกับสภาพร่างกายแถมยังไม่ยุติธรรมเพราะทีมที่ถูกยิงประตูไม่มีสิทธิ์ได้แก้ตัวเลย ส่วน Silver Goal นั้นก็ทำให้ทุกทีมเอาแต่เล่นอุดเน้นผลการแข่งขันเพื่อหวังไปดวลจุดโทษมากเกินไป

หลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2004 ฟีฟ่ายกเลิกทั้งกฏ Golden Goal, Silver Goal, Bronzen Goal แต่ยังคงใช้กติกาของกฏ Bronzen Goal เปลี่ยนแต่เพียงชื่อเรียกเป็นช่วงต่อเวลาพิเศษหรือ Extra Time กฏประตูทองจึงกลายเป็นตำนานของโลกฟุตบอลไปโดยปริยาย และเหตุการณ์ดราม่าที่เป็นสุดยอดความทรงจำของกติกานี้ก็คือประตูฮาล์ฟ วอลเล่ย์ของดาวิด เทรเซเก้ต์ดาวซัลโวทีมชาติฝรั่งเศสที่ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายทีมชาติอิตาลีในรอบชิงชนะเลิศยูโร 2000 นั่นเอง

Tagged , ,